หีบศพของสุริยาหีบศพ

ออกแบบจากประสบการณ์อันยาวนานในธุรกิจด้านการผลิตและการจัดจำหน่ายหีบศพ มานานมากกว่า 20 ปี

โดยมีการพัฒนารูปแบบของหีบศพให้ทันสมัยและใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา

 

หีบไม้ของเรามีคุณภาพดี หลากหลายเกรดและราคา ผลิตโดยฝีมือช่างไม้ผู้ชำนาญการ

มีประสบการณ์ยาวนานในการทำหีบศพ และใช้เทคนิคการทำหีบแบบ knock down

จึงทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของงานทุกชิ้นได้ นอกจากนี้ ยังตกแต่งลายประดับหีบด้วยความปราณีตบรรจง

รับรองความสวยงามมาตรฐานสุริยา

 

คำคมเกี่ยวกับชีวิต

Love is stronger than death even though it can't stop death from happening, but no matter how hard death tries it can't separate people from love. 

It can't take away our memories either.
In the end, love is stronger than death.

 

Read more

Sympathy Flower

Obon Matsuri

เทศกาลโอบ้ง


お盆祭り (Obon Matsuri) เทศกาลโอบ้ง ตรงกับวันที่ 13 - 15 สิงหาคมของทุกปี (เขตคันโตเป็น 13 - 16 กรกฎาคม) เป็นช่วงเวลาที่เชื่อกันว่า บรรพบุรุษที่ตายไปแล้วจะกลับมาจากนรกภูมิ เริ่มต้นจะมีการจุดไฟต้อนรับที่หน้าบ้าน ถวายผักบูชา มีการละเล่น และในวันสุดท้าย จะจุดไฟ โอคุริบิ (Okuribi) เป็นการส่งกลับวิญญาณบรรพบุรุษ

"โอบ้ง" เป็นประเภณีที่ถูกจัดขึ้นในเดือน 8 (สิงหาคม) ซึ่งมีความเชื่อว่า ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษจะได้รับอนุญาตให้กลับมาเยี่ยมเยือนญาติพี่น้องและลูกหลานได้อย่างอิสระ คนญี่ปุ่นในทุกบ้านเรือนจะจัดอาหาร คาวหวานและดอกไม้ขึ้นตั้งให้ไว้บนหิ้งหรือตู้ของบรรพบุรุษซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า " บุสึดัง " เพื่อต้อนรับ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษของตน จุดประสงค์ก็เพื่อให้ได้พักผ่อน,ได้กินอยู่อย่างอิ่มหนำสำราญ และจะมีกำหนดระยะเวลาที่จะอนุญาตให้ดวงวิญญาณเหล่านี้อยู่ที่บ้านได้นานถึงเกือบหนึ่งเดือน แล้วจากนั้นถึงจะนำกลับไปส่งยังที่สุสานอย่างเดิม ซึ่งเป็นอันว่าเป็นการเสร็จพิธีการหรือจบการ ไหว้ในวันโอบ้ง

ที่มาของธรรมเนียมของ "โอบ้ง" นั้นมีตำนานว่า ในสมัยที่พระพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดทั้งปวงในโลก มีผู้หนึ่งชื่อ " โมคุเรน " เป็นผู้กำพร้ามารดาได้เสียชีวิตหลายปี อยู่ต่อมาเขาเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงได้ออกบวชเป็นพระภิกษุ ทำการเพียรจิตสมาธิจนกระทั่งสามารถได้เห็นนรกและสวรรค์

ในครั้งหนึ่ง "พระโมคุเรน" ขณะที่ไปท่องอยู่ที่ใน นรกภูมิก็เกิดได้ไปพบและได้เห็นว่ามารดาของตนนั้น ต้องทนทุกขเวทนาอดๆอยากๆ อยู่ที่นั่น ท่านมีจิตเวทนา และนึกสงสารในผลกรรมอันแสนที่จะทารุณอันไม่จบสิ้นของมารดาเป็นอย่างมาก
วันหนึ่ง" พระโมคุเรน " ได้มีโอกาสได้ไปเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า เมื่อมีโอกาสจึงได้เล่าเรื่องราวที่ท่านไปเห็นมารดาที่ในนรกภูมิมา และยังกราบทูล ถามว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถที่จะช่วยหรือแบ่งเบาให้มารดาของตนนั้นคลายจากทุกขเวทนานี้เสียได้... พระพุทธเจ้าได้ทรงสดับรับฟังแล้วตรัสกับ" พระโมคุเรน " ว่า " ดูกรโมคุเรน ไม่ใช่ว่าจะคิด ช่วยแต่เฉพาะคนคนเดียว...ไม่ใช่ว่าจะคิดช่วยแต่แค่มารดาของตนแต่เพียงอย่างเดียว...จงคิดช่วย ไปถึงบุคคลอื่นๆ ทุกคนที่ได้ตายไปครั้งก่อนๆ ที่ไม่ใช่ญาติของเราก็ตาม...ท่านจงอุทิศส่วน กุศลและแผ่เมตตาให้กับเขาเหล่านั้นทุกคนเสียด้วย..."

เรื่องราวของพระโมคุเรนนี้ จึงทำให้เกิดธรรมเนียม "โอบ้ง" ขึ้นในกาลเวลาต่อมา...ซึ่งก็มีจุดมุ่งหมายถึงการทำการต้อนรับ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วให้กลับมาพักผ่อนที่บ้านได้และให้ได้กินอย่างอิ่มหนำ สำราญ พิธีการต้อนรับดวงวิญญาณนั้นก็จะมีการจุดไฟเพื่อรับดวงวิญญาณกันที่ท่าน้ำบ้าง, ที่หน้า บ้านของตนบ้าง, หรือไปรับกลับมาโดยตรงจากสุสานของตระกูลก็มี เป็นธรรมเนียมที่กระทำ กันต่อๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเทศกาลโอบ้ง

โอบ้งมัตสึริ เป็นงานเลี้ยงฉลองต้อนรับดวง วิญญาณของบรรพบุรุษเพื่อให้เกิดความครื้นเครงรื่นรมย์หรรษาในขณะที่ได้กลับมาที่บ้านของตน งานจะเป็นเหมือนหรือคล้ายๆ กับงานวัดของไทยเรานี่เอง ด้วยจะมีการตีกลอง และจะเต้นรำไปรอบๆ ชั้นที่สร้างเป็นห้างอยู่กลางงานเด็กๆ และผู้ใหญ่ก็จะ ใส่ชุด "ยูกาตะ" (ชุดกิโมโนหน้าร้อน) ในงานจะมีเสียงเพลงบรรเลงอยู่ตลอดเวลาสร้าง บรรยากาศให้สนุกสนานและครื้นเครงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว งานนี้จะมีกำหนดระยะเวลาถึงเกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ แต่จะจัดสลับกันไปในหลายๆที่จนทั่วทั้งเมือง และในหนึ่งงานนั้นจะจัดกันประมาณ 3-4 วันเป็นอย่างน้อย

 

โชเรียวอุมะ จะเป็นชื่อของมะเขือม่วงและแตงกวา ที่ได้ใช้ตะเกียบหรือไม้ไผ่นำมาเหลาให้เล็กๆแล้วนำไปเสียบให้เป็นขาสี่ขา สันนิษฐานตามความเชื่อถือกันมาแต่สมัยโบราณว่า "มะเขือม่วงนั้น" เปรียบเป็น "ม้า" และ "แตงกวา"ก็จะเปรียบเป็น "วัว" เชื่อกันว่าวิญญาณหรือผีของญี่ปุ่นนั้นจะไม่มีขา ว่ากันว่าเมื่อตายลงไปก็จะโดนตัดขาทิ้งเสียนั่นเอง ดังนั้นวิญญาณเหล่านี้จึงจะต้องมีหรือจะต้อง ใช้สิ่งสองสิ่งนี้เป็นที่นั่งและที่วางสัมพาระต่างๆ ของตนบรรทุกกลับมาสู่บ้านนั่นเอง...

 

มุไคเอฮี เป็นการก่อกองไฟหรือจุดคบ ไฟมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ได้กลับมานั้นได้เดินทางสะดวกทั้งขามาและ กลับ เพื่อไม่ให้หลงทางไปทางไหน... ตัวอย่างเช่น การก่อคบไฟให้เป็นรูปตัว อักษรของคำว่า "ได" ซึ่งจะกระทำขึ้นทุกๆ ปีที่วัด "ไดม่อนจี่ซามะ" ซึ่งเป็นวัดที่ มีชื่อเสียงของเมืองโอซาก้า เป็นคบไฟที่แสดงเครื่องหมายของการรับกลับและไฟของการส่ง วิญญาณ ซึ่งธรรมเนียมการจุดคบไฟของวัดนี้ได้กระทำสืบเนื่องกันติดต่อกันมาตั้งแต่ในสมัยเอโดะ เป็นการก่อคบไฟบนภูเขาที่มีชื่อเสียงมาก